วิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาลำปาง แหล่งการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม http://lpsci.nfe.go.th/lpsci/index.php?option=com_content&view=category&id=50&Itemid=101 Sat, 18 Jan 2020 12:35:39 +0000 Joomla! 1.5 - Open Source Content Management th-th ผลวิจัยใหม่ !! การดื่มกาแฟไม่มีผลต่อความดันโลหิตสูง http://lpsci.nfe.go.th/lpsci/index.php?option=com_content&view=article&id=194:2011-08-24-06-51-00&catid=50:2011-08-24-04-37-15&Itemid=101
ข่าวดีสำหรับผู้ต้องการคาเฟอินทุกวัน การดื่มกาแฟวันละถ้วยต่อวันไม่ทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น นักวิทยาศาสตร์บ้างคนให้คำแนะนำว่าการดื่มกาแฟจะมีผลต่อความดันโลหิตซึ่งจะ เชื่อมโยงกับโรคหัวใจและโรคเส้นเลือดในสมองอุตันที่ทำให้ให้อายุขั้ยสั้น
แต่ผลรายงานของอเมริกาที่มีอย่างกว้างขว้างแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ดื่มกาแฟทุกวันไม่เลวร้ายกว่าผู้ที่ดื่มกาแฟไม่บ่อย นักวิจัยรวบรวมการศึกษาค้นคว้าจาก 6 การศึกษา ครอบคลุม 170,000 คน ในคำถามเกี่ยวกับปริมาณการดื่มกาแฟในแต่ละวันของแต่ละคนต่อจากนั้ก็ติดดตาม กลุ่มศึกษาไปอีก 33 ปี สอดคล้องกับผลวิเคราะห์ในวารสารคลินิคโภชนาการอเมริกา ประมาณหนึ่งในห้าความดันโลหิตสูงที่จะเปลี่ยนแปลง พบว่าความดันโลหิตของผู้ที่ดื่มกาแฟมากกว่า 5 ถ้วยต่อวันเทียบกับผู้ที่ดื่มน้อยมากไม่ต่างกัน
แต่หนึ่งในทีมวิจัย ลีอิว ฉิน จากมหาวิทยาลัยหลุยเซียน่า กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มกาแฟและความดันโลหิตสูงมีความซับซ้อนซึ่งเป็นไป ได้ว่ามันจะไม่ส่งผลแบบเดียวกันทุกคน ผู้ที่มีภูมิหลังของพันธุ์กรรมที่แตกต่างกันมีปฏิกิริยาตอบสนองกับกาแฟที่ แตกต่างกันเช่นกัน
]]>
วิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต Wed, 24 Aug 2011 06:51:00 +0000
หากลิฟท์ตก...จะทำอย่างไร http://lpsci.nfe.go.th/lpsci/index.php?option=com_content&view=article&id=193:2011-08-24-06-47-22&catid=50:2011-08-24-04-37-15&Itemid=101
ใครที่อาศัยอยู่ในคอนโดหรืออพาร์ทเมนท์แล้วต้องใช้ลิฟท์ขึ้นๆลงๆอยู่บ่อยๆ คงต้องเคยเจอประสบการณ์ลิฟท์ค้างมาไม่มากก็น้อย ลิฟท์ค้างไม่ค่อยเท่าไหร่…แต่ลิฟท์ตกเนี้ยซิ จะทำยังไงดี วันนี้เรามีคำตอบมาฝากกัน

1. ให้กดปุ่มให้ลิฟต์จอดทุกชั้นอย่างเร็วที่สุด เพื่อเมื่อไฟฟ้าสำรองทำงาน มันจะหยุดลิฟต์จากการร่วงลงมา
2. จับที่จับให้แน่น หากว่ามี มันจะช่วยรองรับตำแหน่งและป้องกันจากการหล่นและการบาดเจ็บถ้าเราเสียสมดุลย์
3. พิงหลังและศีรษะเข้ากับผนังให้เป็นเส้นตรง การพิงผนังจะทำให้มันช่วยป้องกันหลังและกระดูก
4. งอเข่า เพราะเมื่อลิฟต์ตก เราจะไม่รู้เลยว่าเมื่อไรที่ลิฟท์จะกระแทกพื้น และอาจจะส่งผลให้กระดูกทั่วร่างแตกละเอียดได้ เส้นเอ็นเป็นจุดเชื่อมต่อที่ยืดหยุ่น มันสามารถยืดกระดูกเข้าด้วยกันเป็นกิจกรรมต่างๆ แต่จะจำกัดบางสิ่งเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ ดังนั้น ผลกระทบจากกระดูกแตกจะลดลงจากการกระแทกของการร่วงหล่น
]]>
วิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต Wed, 24 Aug 2011 06:47:22 +0000
วิธีประหยัดน้ำมันที่ได้ผล http://lpsci.nfe.go.th/lpsci/index.php?option=com_content&view=article&id=192:11-&catid=50:2011-08-24-04-37-15&Itemid=101
หลายคนอาจกำลังปวดหัวกับการขึ้นราคาน้ำมันที่รู้สึกว่าช่วงนี้ขยับขึ้นราคาบ่อยมาก วันนี้เรามีเคล็ดลับประหยัดน้ำมันมาฝาก
1.เติมน้ำมันแต่พอดีอย่าล้น เพราะนั่นไม่ได้ช่วยให้ได้คุ้มค่าแต่กลับจะทำให้น้ำมันถูกบ้วนทิ้งออก เมื่อน้ำมันมีอุณภูมิสูงขึ้น

2.เติมเต็มถังถ้ามีโอกาส อัน นี้เป็นข้อเท็จจริงที่ควรปฏิบัติ เนื่องจากการเติมน้ำมันเต็มถังจะทำให้แรงดันในถังมีเยอะ เมื่อแรงดันในถัง ก็หมายความว่า น้ำมันที่ถูกดูดไปใช้จะไม่ลดลงเร็วกว่าปกติ และยังช่วยรักษาปั้มเชื้อเพิลงที่อยู่ในถังไม่ให้ร้อน

3.ตัดคอมแอร์ก่อนถึงที่หมาย การ ตัดคอมแอร์ก่อนถึงที่หมายถือว่าเป็นเรื่องที่ควรทำเพราะ นอกจากจะช่วยให้ประหยัดน้ำมันแล้ว ยังมีส่วนช่วยในการไล่ความชื้นและเชื้อราในตู้แอร์ได้ด้วย

4.หมั่นตรวจสอบลมยาง ซึ่งยางที่มีลมยางอ่อนเกินไปจะมีแต่ทำให้ศูนย์เสียพลังงานโดยใช่เหตุ

5.ใช้รอบเครื่องยนต์ในย่านความเร็วที่เหมาะสม ซึ่ง ขอแนะนำเพียงว่าให้ใช้รอบเครื่องยนต์ที่เหมาะสม ซึ่งอยู่ระหว่าง 1900-2800 รอบ หรือใช้ความเร็วที่เหมาะสมที่ 105 กิโลเมตรต่อชั่วโมงกำลังพอดี

6.อย่าถอยหลังเร็วๆ เกียร์ถอยหลังเป็นเกียร์ที่มีอัตราทดสูงที่สุดในอัตราทดการถอยหลังเร็วก็เหมือนทำให้เครื่องทำงานหนักโดยใช่เหตุ

7.อย่าทำรถเป็นบ้าน เนื่อง จากของที่เพิ่มขึ้นในรถหมายความถึง น้ำหนักที่เพิ่ม และน้ำหนักที่เพิ่มสูงขึ้นหมายความว่าเราต้องใช้พละกำลังจากเครื่องยนต์เท่า เดิมลากตัวถังที่หนักขึ้นด้วย ซึ่งเฉลี่ยทำให้สิ้นเปลืองกว่าถึงน้อยละ 20 เลยทีเดียว

8.ตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์เป็นประจำ ซึ่งการถ่ายน้ำมันเครื่องสม่ำเสมอทำให้เครื่องยนต์ไม่สึกหรอและมีอัตราสิ้นเปลืองคงที่

9.อย่าติดกับเกียร์ D อัน นี้คนใช้เกียร์ออโต้เป็นประจำและเป็นบ่อยด้วยสิ เนื่องจากรถเกียร์อัตโนมัติชุดเกียร์จะทำงานเปลี่ยนอัตราทดเองเมื่อถึงรอบ ที่เหมาะสม แต่ที่จริงแล้วหากคุณต้องขึ้นสู่ที่สูงควรใช้อัตราทดเกียร์ที่เหมาะสมคือ เลื่อนไปตำแหน่ง 2 หรือ N ก่อนขึ้นทางลาดชัน เพียงเท่านี้ก็ทำให้เครื่องไม่ต้องมีภาระหนักเพิ่ม และดูจะขึ้นได้ลื่นกว่าด้วย

10. อย่าออกรถเร่งเต็มที่หลังสตาร์ทเครื่องยนต์ใหม่ๆ ตาม หลักความจริงแล้วเราควรวอร์มเครื่องยนต์ก่อนออกสู่ถนนประมาณ 3 นาที เพื่อให้น้ำมันเครื่องเข้าไปหล่อลื่นอย่างเต็มที่เสียก่อน ซึ่งช่วยลดการสึกหรอของการเสียดทานอุปกรณ์ต่างๆภายในเครื่องยนต์ หากเราสตาร์ทเครื่องแล้วเร่งตัวออกรถเลยจะทำให้น้ำมันยังไปไม่ทั่วถึง และยังทำให้เครื่องสึกหรอเร็วกว่าปกติด้วย

11. อย่าคิกดาวน์เกินความจำเป็น อัน นี้สำหรับเกียร์ออโต้อีกแล้ว และดูเหมือนมีคนจำนวนมากไม่เข้าใจกับการคิกดาวน์ที่มันมีความหมายเท่ากับ เปลี่ยนเกียร์ลง 1 ระดับในรถเกียร์ธรรมดา การคิกดาวน์นั้นช่วยในเรื่องอัตราเร่ง แต่กลับกันก็มีผลเสียในเรื่องความประหยัดทางที่ดีควรขับรถไปเรื่อยๆในอัตรา ที่เหมาะสม ถ้าจะแซงก็ควรค่อยๆกดคันเร่งอย่าเหยียบมิดจนคิกคาวน์ เพราะมันจะทำให้รถกินน้ำมันมากกว่าปกติ ยกเว้นว่าจำเป็นจริงๆ
]]>
วิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต Wed, 24 Aug 2011 06:23:39 +0000
ขจัด 9 คราบบนเสื้อผ้า http://lpsci.nfe.go.th/lpsci/index.php?option=com_content&view=article&id=191:-9-&catid=50:2011-08-24-04-37-15&Itemid=101
เรื่อง การซักเสื้อผ้าปกติเป็นหน้าที่ของสาวๆ ทั้งไม่โสดและโสดสนิท ซึ่งถึงแม้ว่าทุกวันนี้จะมีเครื่องซักผ้ามาอำนวยความสะดวกให้แล้ว แต่ปัญหาของคราบฝังแน่นเปื้อนกับเสื้อผ้าทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ก็ยังเป็นเรื่องที่สองมือของคุณผู้หญิงต้องเป็นคนปราบ ดังนั้น วันนี้จึงนำสาระน่ารู้การขจัดคราบบนเสื้อผ้า มาบอกต่อกัน

1. คราบกาแฟและอาหาร
คราบกาแฟและอาหารเป็นคราบฝังแน่นที่ขึ้นชื่อเรื่องทำความสะอาดออกยากมาก ดังนั้นเราแนะนำใช้ผ้าขนหนูจุ่มน้ำโซดาและถูตรงรอยเปื้อนทันที หรือตั้งแต่เกิดคราบใหม่ๆ รอยเปื้อนหลุดออกโดยง่าย หลังจากนั้นต่อด้วยการซักผ้าตามปกติได้ทันที หรือจะเปลี่ยนเป็นใช้แป้งข้าวเจ้าถูแทนได้เหมือนกันค่ะ

2. คราบเลือด
ไม่ว่าจะเป็นจากอุบัติเหตุหรือว่าประจำเดือน ให้นำนมข้นทาทันที ทิ้งไว้สักครู่แล้วจึงนำผ้าไปขยี้น้ำออก แล้วตามด้วยการซักผ้าปกติ (แต่ต้องระวังอย่าให้มดขึ้นผ้านะคะ) แต่ถ้าหากเกิดคราบเลือดเพียงจางๆ ให้ใช้เบคกิ้งโซดาผสมน้ำสักเล็กน้อย จนแป้งเปลี่ยนเป็นลักษณะข้นแล้วนำมาถูเบาๆ เมื่อแห้งจึงเป่าฝุ่นออก นอกจากนี้ หากเป็นคราบเลือดที่ฝังแน่นมากให้ใช้ฟองน้ำชุบน้ำเย็นผสมเกลือ ถูเบาๆ จนรอยค่อยๆ จางลง แล้วใช้น้ำเปล่าถูอีกครั้ง สุดท้ายใช้กระดาษทิชชูซับน้ำให้แห้ง ก่อนจะซักผ้าตามปกติ

3. คราบน้ำมันรถและน้ำมันเครื่อง
เคล็ดลับนี้สำหรับคุณสามีที่อาจจะซ่อมรถหรือเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง นอกจากได้ลุคส์เซอร์มาดแมนแล้ว คุณแม่บ้านอาจจะได้คราบน้ำมันเครื่องกลับมาเป็นของแถมอีกด้วย แต่ไม่ต้องกังวล เพียงใช้มะนาวถูบริเวณที่เปื้อน จนรอยเปื้อนจางลง หลังจากนั้นนำไปซัก เสื้อผ้าก็จะกลับมาสะอาดเป็นปกติ

4. คราบน้ำผลไม้ น้ำมันพืช
บรรดาแม่ศรีเรือนทั้งหลายอาจจะเคยประสบปัญหาโดนน้ำมันพืชหรือน้ำผลไม้ กระเด็นใส่เสื้อระหว่างทำอาหาร เราสามารถขจัดคราบโดยขึงผ้าที่เปื้อนบนปากถังหรือโอ่ง แล้วเทน้ำเดือดลงบนรอยเปื้อน จากนั้นจึงนำไปซักตามปกติ

5. คราบหมึกปากกา
คุณแม่บ้านที่มีลูกในวัยเรียนมักจะกลุ้มใจกับรอยปากกาบนเสื้อนักเรียนสี ขาวอยู่เสมอ ก่อนซักผ้าลองนำเกลือป่นโรยตรงรอยเปื้อน แล้วบีบมะนาวลงให้ชุ่ม ผึ่งแดดไว้ครึ่งวัน แล้วนำไปซักจะช่วยเจือจางรอยปากกาได้

6. คราบกาว
สัปดาห์นี้อาจารย์วิชาศิลปะสั่งการบ้านให้คุณลูกประดิษฐ์ประติมากรรม จากกระดาษรีไซเคิล แต่กว่าจะได้ผลงานชิ้นเยี่ยม คุณแม่บ้านคงกลุ้มใจไม่น้อยกับคราบกาว เราแนะนำให้ใช้น้ำส้มสายชูเช็ดที่รอยเปื้อนก่อนจะนำมาแช่ในน้ำเย็น แล้วซักตามปกติ

7. คราบยางกล้วย
เมื่อถึงเทศกาลลอยกระทงที่คุณแม่บ้านอาจจะต้องแปลงร่างเป็นนางนพมาศเตรียม กระทงด้วยหยวกกล้วย จึงอาจจะโดนคราบยางกล้วยเปื้อนเสื้อผ้าโดยไม่รู้ตัว แต่เราสามารถขจัดคราบได้โดยใช้มะนาวที่ฝานเป็นชิ้นบางๆ ถูตรงรอยเปื้อนที่เป็นคราบดำ แล้วรีบนำมาซักทันที

8. คราบยาทาเล็บ
สำหรับคราบน้ำยาทาเล็บ ให้คุณแม่บ้านเอาน้ำยาล้างเล็บมาซับรอยเปื้อนก่อนและเช็ดด้วยผ้าที่สะอาด จนกระทั่งรอยเปื้อนจางลง แล้วค่อยซักผ้า

9. คราบลิปสติก
ไม่ว่าจะเป็นรอยบนเสื้อคุณเอง หรือว่ารอยลิปสติกสุดเซ็กซี่บนเสื้อสามี ให้นำน้ำมันหมูมาถูตรงรอยเปื้อน แล้วจึงซักในน้ำสบู่ร้อนๆ หรือใช้วาสลีนถูตรงรอยเปื้อนแล้วนำมาซักตามปกติ และอีกวิธีคือให้แช่ผ้าเอาไว้ในน้ำผสมเกลือทิ้งไว้ 1 คืน จะทำให้รอยลิปสติกจางหาย
]]>
วิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต Wed, 24 Aug 2011 06:09:28 +0000
อันตรายของความผอม! http://lpsci.nfe.go.th/lpsci/index.php?option=com_content&view=article&id=190:2011-08-24-04-57-55&catid=50:2011-08-24-04-37-15&Itemid=101

บางคนซีเรียสกับน้ำหนักตัวจนเกินไป ถึงกับต้องล้วงคอเพื่อให้อาเจียนเอาอาหารที่เพิ่งทานเข้าไปออกมา หรือที่เรียกว่า โรคบูลิเมีย เนอร์โวซา ขณะที่บางรายถึงกับจำกัดอาหาร ลดปริมาณให้น้อยที่สุด ลดจำนวนมื้อ เลือกกินอาหารเพียงบางหมวดหมู่ เพราะไม่ต้องการให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากทุกครั้งที่ส่องกระจกจะรู้สึกว่า ตัวเองอ้วนเกินไป ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว คนๆนั้นมีรูปร่างที่พอดีหรือผอมไปด้วยซ้ำ อย่างนี้เข้าข่าย โรคอะนอร์เร็กเซีย เนอร์โวซา ซึ่งเป็นโรคทางจิตเวชนั่นเอง

การลดน้ำหนักจำเป็นสำหรับคนที่เป็นโรคอ้วนเพื่อลดความเสี่ยงปัญหาสุขภาพ แต่ถ้าน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์เหมาะสมก็ไม่จำเป็นต้องลดน้ำหนัก เพราะการที่ร่างกายผอมเกินไปจะส่งผลเสียต่อร่างกาย 10 ระบบด้วยกัน ประกอบด้วย

‘ระบบประสาทและสมอง’ ความกังวลเรื่องน้ำหนัก ยังทำให้เป็นโรคซึมเศร้า หงุดหงิดและฉุนเฉียวง่าย ร่างกายอ่อนแอ จนเป็นลด หน้ามืด

‘เส้นผม’ คนผอมแล้วยังพยายามลดหุ่น เส้นผมจะเปราะขาดง่ายและไม่แข็งแรง เพราะขาดวิตามินและโปรตีน

‘ระบบหัวใจ’ หัวใจเต้นช้าหรือเร็วผิดปกติ เสี่ยงหัวใจวาย และความดันโลหิตต่ำ

‘ระบบเลือด’ การขาดสารอาหารในคนผอมมีผลให้โลหิตจาง

‘ระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ’ กล้ามเนื้อจะอ่อนแรง กระดูกพรุน และกระดูกหักง่าย

‘ระบบไต’ ทำให้เกิดอาการไตวาย และนิ่วในไต

‘ระบบสารอาหารและสารน้ำในร่างกาย’ จะขาดเกลือแร่หลายชนิด อาทิ โซเดียม โปแตสเซียม และแมกนีเซียม

‘ระบบทางเดินอาหาร’ มักแปรปรวนให้ผู้นั้นมีอาการท้องอืด และท้องผูกบ่อยๆ

‘ระบบฮอร์โมนและต่อมไร้ท่อ’ เมื่อขาดสารอาหารจะทำให้ขาดฮอร์โมนเพศ โดยเฉพาะในเพศหญิง ประจำเดือนจะน้อยลงหรือขาดประจำเดือน มีบุตรยาก หากตั้งครรภ์ก็เสี่ยงแท้งบุตรง่าย บุตรน้ำหนักตัวน้อย กระดูกบาง ขาดโกรทฮอร์โมน ทำให้ร่างกายเติบช้า และอ่อนเพลีย

‘ผิวหนัง’ โดยสภาพผิวจะแห้งและบาง พบจ้ำเลือดได้ง่าย รวมถึงผิวเหลืองซีด ขี้หนาว เล็บเปราะบางแตกง่าย

และกรณีที่ควบคุมน้ำหนักด้วยการล้วงคอให้อาเจียนบ่อยๆ ก็ยังทำให้ผู้นั้นเกิดแผลในช่องปากและกระพุ้งแก้มฟันผุ และเกิดอาการเสียวฟัน เพราะถูกกรดในกระเพาะอาหารที่ย้อนขึ้นมากับอาเจียนกัดทำลาย

ผลเสียมีมากขนาดนี้ ถ้ามีน้ำหนักตัวที่เหมาะสมแล้ว อย่าลดน้ำหนักให้เสียสุขภาพเลย

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

]]>
วิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต Wed, 24 Aug 2011 04:57:55 +0000
ทำไมต้องอยู่ไฟหลังคลอด http://lpsci.nfe.go.th/lpsci/index.php?option=com_content&view=article&id=189:2011-08-24-04-55-25&catid=50:2011-08-24-04-37-15&Itemid=101

การอยู่ไฟหลังคลอด แม้จะเคยได้ยินจากญาติผู้ใหญ่แต่ก็ไม่รู้ถึงความสำคัญ ทำให้ละเลยที่จะปฏิบัติตามแม้ว่าทั้งศาสตร์แผนจีนหรือแผนไทยต่างก็เห็นตรง กันเรื่องของการอยู่ไฟหลังคลอด ถ้าเราเข้าใจหลักการก็สามารถปรับเปลี่ยนวิธีที่คนสมัยก่อนทำกันมา เพื่อนำไปปฏิบัติได้โดยที่ไม่รู้สึกยุ่งยาก

ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ มีช่วงที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ 4 ช่วง คือ ช่วงที่มีรอบเดือน ช่วงตั้งครรภ์ ช่วงคลอดและช่วงหลังคลอด ช่วงที่มีรอบเดือน ร่างกายต้องการขับเลือดเสียออก ขณะเดียวกันร่างกายก็เพลียจากการเสียเลือด สิ่งที่จะช่วยได้ก็คือ การให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย

การที่ร่างกายอบอุ่นทำให้เลือดเดินดี ประจำเดือนก็ถูกขับออกมาหมดและไม่ตกค้าง แต่ถ้าโดนความเย็นในช่วงนี้จะทำให้มดลูกหดตัวเป็นสาเหตุของการปวดประจำเดือน และของเสียตกค้าง ประจำเดือนจะมีสีคล้ำเป็นลิ่ม หากประคบด้วยกระเป๋าน้ำร้อนก็จะดีขึ้น ความเย็นยังส่งผลต่อการหมุนเวียนของเลือดในอุ้งเชิงกราน ทำให้เกิดเป็นโรคทางนรีเวชตามมา เช่น เนื้องอกมดลูก ซีสต์รังไข่ ภาวะมีบุตรยาก

เรื่องความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ ออกกำลังกายมากเกินไปในช่วงมีประจำเดือนก็เป็นการทำร้ายร่างกายได้เช่นกัน ช่วงมีประจำเดือนควรให้ร่างกายได้พักบ้าง เนื่องจากร่างกายกำลังเสียเลือด หากพักผ่อนไม่พอก็จะเจ็บป่วยได้ง่าย การที่ประจำเดือนมาไม่ปกตินั้นจะส่งผลต่อสุขภาพหลายอย่าง เช่น โรคปวดต่างๆ ปวดหลัง ปวดบ่า ปวดไมเกรน

ช่วงตั้งครรภ์ คุณผู้หญิงที่ผ่านการตั้งครรภ์มาแล้วคงผ่านความรู้สึกร้อนง่ายในช่วงนั้น คนโบราณเปรียบร่างกายคนในช่วงตั้งครรภ์เหมือนกองไฟ ฉะนั้น ควรงดของเผ็ดร้อน งดอาหารหรือยาที่มีผลทำให้เลือดเดิน เพราะอาจมีผลให้แท้งง่าย

"ช่วงคลอด-หลังคลอด" มีการเสียเลือดและขับน้ำคาวปลา คนโบราณเปรียบเทียบภาวะในร่างกายของหญิงหลังคลอดเหมือนน้ำแข็ง เนื่องจากเสียเลือดมากทำให้อุณหภูมิของร่างกายลดลงอย่างรวดเร็ว ฉะนั้น จึงเป็นที่มาของ การอยู่ไฟ

ความร้อนจะช่วยให้มดลูกหดตัวหรือมดลูกเข้าอู่ได้เร็วลดการตกเลือดหลัง คลอด ทำให้น้ำคาวปลาซึ่งเป็นของเสียไหลออกมาได้หมด และยังช่วยในการลดอาการปวดต่างๆ หลังคลอด แถมยังช่วยให้น้ำนมไหลดีอีกด้วย

สมัยก่อนการอยู่ไฟนั้นต้องเป็นห้องเล็กๆ จุดเตาไฟไว้ข้างเตียง ห้ามให้ลมพัดผ่าน เนื่องจากกลัวลมเย็นกระทบทำให้เป็นหวัด ช่วงที่อยู่ไฟห้ามอาบน้ำเย็นและต้องดื่มน้ำต้มสมุนไพร บางพื้นที่ทำร่วมกับการนั่งถ่านเพื่อสมานแผลที่เกิดจากการคลอดหรือแผลฝีเย็บ ให้แห้ง ร่วมกับการทับหม้อเกลือบริเวณหน้าท้อง การประคบสมุนไพร การเข้ากระโจมอบสมุนไพร เป็นต้น

ปัจจุบันการอยู่ไฟและการนั่งถ่านจะเห็นน้อยมาก เนื่องมาจากความไม่สะดวกในการตระเตรียมสถานที่และอุปกรณ์โดยเฉพาะสังคมเมือง แต่สิ่งที่อยากแนะนำให้ผู้หญิงหลังคลอดปฏิบัตินี้น่าจะพอทำได้ เช่น หากไม่สามารถหาห้องที่จุดเตาไฟได้ก็สามารถทดแทนโดยสร้างความอบอุ่นให้กับ ห้องที่เราอยู่ โดยไม่ปล่อยให้ลมพัดโกรก สวมเสื้อผ้าแขนยาว สวมหมวกและถุงเท้า ไม่ให้โดนพัดลมหรือแอร์ ถ้าจะให้ดีควรทำเป็นเวลาหนึ่งเดือน

ส่วนการนั่งถ่านนั้นจะเห็นตามโรงพยาบาล ใช้เป็นหลอดไฟส่องอบแผลแทน การทับหม้อเกลือบางพื้นที่ถ้าหากใช้วิธีนี้ได้ก็เป็นการดี แต่ถ้าหาไม่ได้ก็ใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบแทน ประคบหน้าท้องสามารถประคบได้หลังจากคลอด 1 อาทิตย์ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็ว ส่วนการประคบสมุนไพรจะช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อหลังคลอด หากต้องการทำเองที่บ้าน ก็ใช้ผ้าขนหนูแช่น้ำอุ่นค่อนข้างร้อนบิดหมาด แล้วประคบตามลำตัว แผ่นหลัง เต้านม แขนขา ช่วยลดอาการปวดได้มาก

การอบสมุนไพรจะช่วยลดอาการปวดตามข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ลดน้ำหนัก คลายความเครียด สามารถอบได้อย่างน้อยอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง ถ้าคลอดปกติหลังคลอดหนึ่งอาทิตย์ก็อบได้ แต่ถ้าคลอดโดยการผ่าตัดทางหน้าท้องควรรอหนึ่งเดือนถึงจะเข้าห้องอบได้ การอบจะช่วยชะล้างสิ่งสกปรกบนผิวหนังและให้เลือดหมุนเวียนดี

และอย่าลืมการดื่มน้ำร้อนหรือน้ำอุ่นในช่วงนี้ จะช่วยให้เลือดหมุนเวียนดีและเพิ่มปริมาณน้ำนมได้ด้วย ส่วนในเรื่องอาหารแสลง ศาสตร์แผนจีนจะเน้นเรื่องอาหารสำหรับหญิงหลังคลอดต้องไม่รสเย็น เช่น ผักผลไม้สดจะให้งดกินในช่วงหลังคลอด และให้กินพวกน้ำซุปกระดูก ไก่ ปลา การที่ได้อยู่ไฟหลังคลอดจะช่วยลดการเกิดอาการปวดต่างๆ เช่นปวดข้อ ปวดหลัง อาการวิงเวียนต่างๆ ช่วยให้เลือดลมหมุนเวียนดีจะไม่เจ็บป่วยง่าย

สุดท้ายก็ขอแนะนำจุดฝังเข็มรักษาโรคเกี่ยวกับประจำเดือนหรือโรคทางนรีเวช จุดที่ใช้คือซานอินเจียวอยู่เหนือตาตุ่มด้านในขึ้นมาประมาณสองนิ้วครึ่งชิด ขอบหลังของกระดูก กดนวดบ่อยๆ ช่วยปรับสมดุลของประจำเดือนได้

 

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

]]>
วิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต Wed, 24 Aug 2011 04:55:25 +0000
โรคที่มากับแดด http://lpsci.nfe.go.th/lpsci/index.php?option=com_content&view=article&id=188:2011-08-24-04-52-57&catid=50:2011-08-24-04-37-15&Itemid=101

 

ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งซึ่งอยู่ ในแถบโซนของการมีแสงอาทิตย์เกือบตลอดทั้งปี คนไทยจะชินกับอากาศร้อนและการมีเหงื่อออกเกือบตลอดทั้งวัน ดังนั้นในครอบครัวที่พอมีอันจะกินจึงมักมีเครื่องปรับอากาศใช้ภายในบ้าน แสงอาทิตย์นั้นมีทั้งคุณประโยชน์มากมาย แต่ก็มีโทษด้วยในเวลาเดียวกัน โรคหนึ่งที่มากับแสงแดดคือโรคมะเร็งผิวหนัง โรคนี้เป็นโรคที่อันตรายแต่สามารถป้องกันได้ เราลองมาศึกษาและหาทางป้องกันโรคนี้กันเถอะ

มะเร็งผิวหนังคืออะไร


มะเร็งผิวหนังคือการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ผิวหนังที่ผิดปกติ โดยมีลักษณะเป็นผื่นขุยๆ หรือมีลักษณะเป็นก้อนเนื้อบริเวณชั้นตื้นๆที่ถูกทำลายและลุกลามไป มีเนื้อสีที่แตกต่างจากเดิมหรืออาจจะมีลักษณะเป็นไฝที่โตขึ้นเรื่อยๆ อาการของโรค มีการระคายเคืองที่ผิวหนังบ่อยๆ เป็นแผลเรื้อรัง หรือเป็นๆ หายๆ มีลักษณะเหมือนก้อนเนื้อ มีเลือดออก เป็นต้น

สาเหตุของโรค

มะเร็งผิวหนังอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม การใช้ยาบางชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งแสงแดดเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เซลผิวหนังมีการพัฒนาไปสู่ การเป็นมะเร็งได้ เด็กที่ได้รับแสงแดดมากเกินไปมีโอกาสเป็นมะเร็งผิวหนังสูงกว่าเด็กที่ไม่ได้ รับแสงแดด คนส่วนใหญ่ได้รับแสง UV มากกว่า 50% ก่อนมีอายุครบ 20 ปี การป้องกันไม่ให้เด็กเล็กหรือเด็กวัยรุ่นได้รับแสงแดดมากเกินไปจะช่วยลดการ เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้

กลุ่มเสี่ยงของผู้ที่จะเป็นมะเร็งผิวหนัง

แต่เดิมเคยมีความเชื่อว่าคนผิวขาวจะเป็นมะเร็งผิวหนังมากกว่าคนที่มีผิวสี เข้ม แต่แท้จริงมะเร็งผิวหนังสามารถเกิดขึ้นได้กับสีผิวทุกสี โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีลักษณะดังนี้

- คนที่มีประวัติของญาติพี่น้องที่เป็นโรคมะเร็งผิวหนัง
- ผู้ที่ต้องทำงานกลางแดดบ่อยๆ โดนแดดโดยตรงบ่อยๆ จะมีผลให้เกิด

ความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังได้

- คนที่มีผิวไหม้แดด (sunburns) ตั้งแต่ยังเล็กมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคนี้มาก งานวิจัยพบว่าคนที่มีแสงแดดไหม้บริเวณผิวหนังในช่วงวัยเด็กมีโอกาสเสี่ยงที่ จะเป็นมะเร็งผิวหนังได้มาก
- มีไฝธรรมดามากกว่า 50 จุด
- คนที่หน้าตกกระ
- ผู้ที่ทำศัลยกรรมด้านผิวหนังบ่อยๆ

การป้องกันมะเร็งผิวหนัง

สมาคมโรคผิวหนังในอเมริกา The American Academy of Dermatology (AAD) ได้ให้คำแนะนำการป้องกันมะเร็งโรคผิวหนังไว้ดังนี้

- สวมเสื้อผ้าป้องกัน รวมทั้งสวมหมวกปีกกว้าง 4 นิ้ว และสวมแว่นตากันแดด
- ทาครีมกันแดดให้ทั่วตัวเด็กเมื่อออกแดดจัด หลีกเลี่ยงการออกแดดในช่วงเวลา 10 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น ( หลีกเลี่ยงทารกที่อายุต่ำกว่า 6 เดือน ที่จะสัมผัสกับแสงแดดโดยตรง)
- ใช้ครีมกันแดดประเภทป้องกันแสง UVA และ UVB ได้35% หรือมากกว่านั้น ใช้แม้แต่วันที่มีเมฆมาก ปัจจุบันมลพิษทางอากาศทำให้แสงแดด ส่องผ่านชั้นบรรยากาศสู่ตัวเราในเกณฑ์ที่มากเกินไปทำให้เกิดอันตรายได้ เราอาจสงสัยว่า ในแสงแดดมีรังสีที่เป็นอันตรายอะไรบ้าง

1. รังสี UVA

เป็นรังสีที่มีช่วงคลื่นยาว ระหว่าง 320-400 nm สามารถทะลุกระจกและเมฆ เข้าถึงภายในชั้นผิว ทำลายคอลลาเจนจึงทำให้ผิวร่วงโรย เกิดรอยเหี่ยวย่น, ผิวหย่อนยานแก่ก่อนวัย

2. รังสี UVB

เป็นรังสีที่มีช่วงคลื่นสั้น ระหว่าง 290-320nm สามารถทำให้เกิดผิวไหม้ แดง และหากได้รับรังสีเป็นระยะเวลายาวนาน อาจทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ เกิดจากการไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ เช่นทะเล หรือออกแดดจัด จะทำให้ผิวแสบแดงอักเสบ และยังเป็นสาเหตุของฝ้ากระอีกด้วย


ดังนั้นควรเลือกใช้ ครีมกันแดดที่เหมาะสมกับสถานการณ์และกิจกรรมที่ทำ เช่นกันน้ำ ทนเหงื่อ และป้องกันทั้ง UVA และ UVB เป็นต้น

- ทาครีมกันแดดเมื่อว่ายน้ำ และทุก 2 ชั่วโมงเมื่อออกแดดซ้ำอีก
- เมื่อต้องอยู่ใกล้น้ำ ทราย หรือหิมะ ให้ใช้ร่มหรือหาอะไรบังมากกว่าปกติ เพราะน้ำ ทรายและหิมะจะสะท้อนแสงอาทิตย์ได้มากและมีโอกาสทำให้เกิดรอยไหม้ที่บริเวณ ผิวหนังได้ง่าย
- ให้ลูกสวมเสื้อผ้าที่ป้องกันแดดได้ รวมถึงบริเวณใบหน้าด้วย ให้ใส่หมวกที่มีปีก มีเงาคลุมหน้า หลังและคอ การสวมแว่นกันแดดจะช่วยลดแสงแดดอาทิตย์ที่จะส่งผลถึงตาได้ถึง 80% ทั้งยังสามารถป้องกันเปลือกตาและเลนส์ตาได้อีกด้วย

- หลีกเลี่ยงการอบตัวด้วยแสง UV โดยเครื่องทำผิวสีแทน ( Tanned Skin )
-เราสามารถได้รับวิตามิน D ได้จากสารอาหารที่รับประทาน ไม่จำเป็นที่จะต้องตากแดด
-ไม่ควรทาครีมกันแดดให้กับเด็กต่ำกว่า 6 เดือน ผู้ปกครองควรพยายามหลีกเลี่ยงการออกแดดกับเด็กเล็ก หากจำเป็นต้องทาครีมกันแดดให้กับเด็ก ให้ทาในปริมาณที่เหมาะสมอย่าทามากเกินไป

การตรวจมะเร็งผิวหนังสามารถทำได้ดังนี้

- ตรวจร่างกายทั้งข้างหน้า ข้างหลัง ซ้ายและขวา พร้อมกับยกมือขึ้นด้วย

- ตรวจดูท่อนแขนทั้งด้านใน และด้านนอก ฝ่ามือ และแขน ตรวจสอบระหว่างนิ้วมือ และเล็บด้วย

- ตรวจดูฝ่าเท้า หลังเท้า ขา และง่ามเท้า

- ทำความคุ้นเคยกับผิวหนังของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของไฝ กระ ฝ้า หรือตำหนิอื่น ๆ

- สังเกตความเปลี่ยนแปลงขนาด จำนวน รูปร่าง และสีของไฝ สิว ฝ้า ผื่นต่างๆ บนผิวหนังอยู่เสมอ



ที่มา : หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ

 

]]>
วิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต Wed, 24 Aug 2011 04:52:56 +0000
"กินให้เหมาะ" บรรเทาอาการเจ็บป่วยยามท้อง http://lpsci.nfe.go.th/lpsci/index.php?option=com_content&view=article&id=187:qq-&catid=50:2011-08-24-04-37-15&Itemid=101

ท้องที่โตขึ้นทุกวัน มักพาเอาอาการอีกหลายอย่างมาเยือนคุณแม่ เช่น ปวดหลัง ตะคริว ท้องผูก ฯลฯ แต่อย่าเพิ่งตกใจไป เพียงแค่เลือกกินอาหารที่มีคุณค่าและหลีกเลี่ยงของแสลงบางอย่าง เท่านี้ก็ช่วยผ่อนอาการหนักให้เป็นเบาได้แล้ว

โลหิตจาง ช่วงท้องเม็ดเลือดแดงจะถูกสร้างเพิ่มขึ้นเพื่อนำออกซิเจนและสารอาหารไป เลี้ยงร่างกายคุณกับเจ้าตัวน้อย และยังต้องเผื่อไว้สำหรับการสูญเสียเลือดขณะคลอดอีกด้วย ถ้าคุณรู้สึกเหนื่อย หน้าซีด มือเล็บซีด เป็นลมง่าย ก็น่าสงสัยว่าจะได้รับธาตุเหล็กน้อยไปหน่อยค่ะ

กินรับอาการ
- กินอาหารที่มีธาตุเหล็ก เช่น ตับ เนื้อไม่ติดมัน อาหารทะเล นม ไข่ งา ถั่วเหลือง ยอดฟักทอง ผักบุ้ง ผักปวยเล้ง มะเขือเทศ
- วิตามินซีช่วยทำให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น
- อย่าซื้อวิตามินสำเร็จรูปมากินเองเชียวนา ปรึกษาคุณหมอที่ฝากท้องก่อน

ตะคริว เป็นสัญญาณว่าร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ เพราะต้องแบ่งไปให้เจ้าตัวน้อยสร้างกระดูกและฟัน

กินรับอาการ
- เร่งเพิ่มอาหารที่มีแคลเเซียม เช่น นม งาดำคั่ว กุ้งฝอย ถั่วแดงหลวง ใบยอ ตำลึง

ปวดหลัง ก็ต้องรับบท(น้ำ) หนักเพิ่มขึ้น แถมยังมีฮอร์โมนที่ทำให้เส้นเอ็นยืดขยาย ข้อต่อต่างๆ จึงหลวมไปด้วย ต้องหมั่นทำหน้าเชิด ยืดไหล่ หลังตรงเข้าไว้

กินรับอาการ
- น้ำมันปลาอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ช่วยลดอาการอักเสบของข้อกระดูก
- ขิง ขมิ้น ช่วยบรรเทาปวดจากกล้ามเนื้อและข้ออักเสบ
- กะหล่ำดอก ผลไม้สดที่มีวิตามินซีสูง ช่วยทำให้กระบวนการสร้างมวลกระดูกดีขึ้น

จุกเสียดยอดอก หรือที่เรียกว่า heartburn เกิด จากมดลูกขยายอาณาเขตไปเบียดกระเพาะอาหาร จนทำให้ใส่อาหารได้น้อย ย่อยช้าลง ท้องอืด ผสมกับการคลายตัวของกล้ามเนื้อหลอดอาหารทำให้น้ำย่อยจากกระเพาะไหลขึ้นมา

กินรับอาการ
- กาแฟ น้ำอัดลม นม ช็อกโกแลต จะทำให้ท้องอืดมาขึ้น
- น้ำขิง น้ำมะตูมช่วยขับลม ช่วยย่อยอาหารและแก้ลมจุกเสียด

ท้องผูก เพราะฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่คอยป้องกันมดลูกบีบตัวแรง กลับทำให้กล้ามเนื้อลำไส้หดตัวน้อยไปด้วย ผลก็คือท้องผูกนั่นเอง
ยิ่งคนที่เป็นเส้นเลือดขอดบริเวณทวารหนัก เนื่องจากน้ำหนักของมดลูกไปทับเส้นเลือดดำตรงนั้นพอดี ก็จะกลายเป็นริดสีดวงเอาง่ายๆ

กินรับอาการ
- ช่วงนี้ต้องกิน น้ำเปล่า ผักผลไม้ที่มีเส้นใยสูง รำข้าว (หาซื้อได้ตามร้านอาหารมังสวิรัติหรือร้านเพื่อสุขภาพ) ข้าวซ้อมมือ ลูกพรุน ขี้เหล็ก มะขาม เมล็ดแมงลัก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

]]>
วิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต Wed, 24 Aug 2011 04:43:50 +0000
"กุยช่าย"บำรุงน้ำนมแม่ http://lpsci.nfe.go.th/lpsci/index.php?option=com_content&view=article&id=186:qq&catid=50:2011-08-24-04-37-15&Itemid=101
กุยช่าย หรือดอกไม้กวาด เป็นไม้ล้มลุกสูงประมาณ 30-45 ซม. มีเหง้าเล็กและแตกกอ ใบแบน เรียงสลับ รูปขอบขนาน โคนเป็นกาบบางซ้อนสลับกัน ช่อดอกแบบซี่ร่ม ก้านช่อดอกกลมตัน ดอกสีขาว กลิ่นหอม คนส่วนใหญ่นิยมรับประทานกุยช่ายแบบสด ๆ กับก๋วยเตี๋ยวผัดไทยหรือข้าวผัดหรือนำมาปรุงอาหาร เช่น ผัดกับตับหมูก็หอมหวานอร่อย รวมทั้งสามารถนำมาทำเป็นขนมกุยช่ายที่เราชอบรับประทานกันอีกด้วย

นอกจากรสชาติที่หอมหวาน อร่อยแล้ว กุยช่ายยังมีสรรพคุณทางสมุนไพรในการรักษาโรค เช่น แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม และแก้ท้องผูก โดย ใช้ใบสดตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำดื่ม หรือนำไปผัดรับประทาน เพราะกุยช่ายมีใยอาหารมาก จึงช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวได้ดี แก้อาการฟกช้ำ ใช้ใบสดตำละเอียด พอกบริเวณที่เป็น บรรเทาปวดและแก้อาการห้อเลือดได้ แก้อาการปัสสาวะกะปริบกะปรอย ใช้เมล็ดแห้งต้มรับประทาน รักษาโรคหูน้ำหนวก ใช้น้ำที่คั้นได้จากใบสดทาในรูหู

ส่วนสารอาหารที่ดีมีประโยชน์ในกุยช่ายมีมากมาย ดร.อุรุวรรณ แย้มบริสุทธิ์ นักวิจัยทางด้านโภชนาการ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความรู้ว่า สารอาหารที่เด่น ๆ ในกุยช่าย มี 3 ตัว ได้แก่ วิตามินเอ ช่วยในการมองเห็น ซึ่งวิตามินเอเป็นส่วนประกอบของสารอาหารจอตา เซลล์เยื่อบุต่าง ๆ และสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้เจ็บป่วย ธาตุเหล็ก ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง และเป็นส่วน ประกอบของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ซึ่งทำหน้าที่ในการนำออกซิเจน จากปอดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่าง กาย และช่วยขจัดก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์ออกจากร่างกาย
โดยคุณแม่ที่ให้นมบุตรสามารถรับประทานกุยช่ายเพื่อบำรุงน้ำนม ร่วมกับการรับประทานอาหารชนิดอื่น ๆ ที่บำรุงน้ำนมได้ เช่น หัวปลี สามารถนำมาทำแกงเลียงรับประทาน และนอกจากนี้ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ พร้อมกับการนวดเต้านมเพื่อกระตุ้นน้ำนมและให้ลูกน้อยดูดนมบ่อย ๆ และโปรตีน มีในกุยช่าย 3 กรัมต่อ 1 ขีด การที่คุณแม่จะ ให้นมบุตรต้องรับประทานอาหารที่มี โปรตีนด้วย แต่ขอแนะนำให้ทาน โปรตีนจากเนื้อสัตว์หรือถั่วต่าง ๆ สลับ กันไปด้วยก็จะทำให้คุณแม่มีน้ำนม เพียงพอให้ลูกน้อยดื่มกินได้
]]>
วิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต Wed, 24 Aug 2011 04:37:19 +0000
ทำไมไม่สบายต้องให้น้ำเกลือ http://lpsci.nfe.go.th/lpsci/index.php?option=com_content&view=article&id=166:2011-07-28-10-18-55&catid=50:2011-08-24-04-37-15&Itemid=101 academic_07

ปกติแล้วร่างกายของคนเราจะเสียน้ำออกไปจากร่างกาย โดยการขับถ่ายเป็นน้ำปัสสาวะ หรือเป็นเหงื่อ หรือเป็นไอน้ำออกมาทางลมหายใจ รวมแล้วจะมีน้ำที่ขับออกมาจากร่างกายวันหนึ่งราว ๒ ลิตรครึ่ง เราจึงต้องการน้ำเข้าไปแทนที่โดยการดื่มน้ำ หรือรับประทานอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ

แต่เมื่อผู้ป่วยเสียน้ำมากกว่าปกติ เช่น ท้องเดิน อาเจียน เหงื่อออกมาก ไข้สูง เสียเลือดจากอุบัติเหตุ ฯลฯ แพทย์จึงต้องให้น้ำเข้าไปทดแทน โดยให้น้ำเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง แต่เนื่องจากน้ำกับเลือดมีความเข้มข้นต่างกัน จึงเติมเกลือลงไปในน้ำ เพื่อให้มีความเข้มข้นเท่ากับเลือด นอกจากนั้นน้ำเกลือยังช่วยเปิดเส้นเลือดไว้ เพื่อให้เลือดหมุนเวียน จนยาที่ผสมอยู่สามารถไหลเข้าไปหล่อเลี้ยงเส้นเลือดดำได้อย่างราบรื่น น้ำเกลือจึงไม่ใช่ทั้งยาวิเศษ และสัญญาณอันตรายอะไรเลย เป็นขั้นตอนที่มีเหตุผลของการฟื้นฟูร่างกายของเราเท่านั้นเอง

]]>
วิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต Thu, 28 Jul 2011 10:18:55 +0000